
1. พัดลม
2. เพื่อนเพียบ
3. อะไรก็ไม่รู้
4. ผายลมรัก
5. รักหลับ
6. อุดมการช่าง
7. หิว
8. เรียนไม่เก่ง
9. เพื่อนเพียบ (ซ้อม)
10. พัดลม (Toilet Mix)
11. แหล่หารสอง
12. หาว..
เพราะเขา (credits)
ต๊งเหน่ง, ปาน : สองประสาน
ปิติ : สิงห์นักเป่า
วัชระ เที่ยงแช่ม แห่ง กมลสุโกศล
Anarcy Studio, Stand by Studio : อัดเสียง
Mixed & Mastered By พี่กิ๊ฟ
ภาพปก : ธนารัช วังศิริไพศาล
โปรดิวเซอร์ : อุดมแต้พานิช, เจษฎา สุขทรามร
โค-โปรดิวเซอร์ : สู Zildjian
March 30th, 2009
ขอบคุณ : คุณ mekung & คุณ 5820
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A7671822/A7671822.html
March 27th, 2009

หลายคนเป็นแฟนเขาเหนียวแน่น หลายคนคลั่งไคล้เขาขนาดติดตามดู ‘เดี่ยวไมโครโฟน’ ทุกครั้งทุกรอบ ซื้อและอ่านหนังสือทุกเล่มที่เขาเขียน ตามติดทุกบทสัมภาษณ์ของเขาในนิตยสารและหนังสือพิมพ์ อีกทั้งอาจเคยสะกดรอยตามไปเฝ้าเขาถึงหน้าบ้าน นั่นเป็นที่มาที่ทำให้คุณอาจรู้สึกไปว่า คุณ ‘รู้จัก’ เขาดี
แต่ก่อนที่จะคิดเช่นนั้น ลองอ่านเรื่องต่อไปนี้ดูก่อน
- นอกจากชื่อเล่นจริงๆ ที่แม่ตั้งให้ว่า ‘อู๊ด’ และชื่อเล่นว่า ‘โน้ต’ ที่คนรู้จักกันดี ตอนเด็กๆ อุดมยังเคยถูกเรียกว่า ‘จุก’ ‘แกละ’ และ ‘ไอ้หูหมา’
- ดูเหมือนทุกคนจะทราบดีว่า แม่ของอุดมชื่อ (คุณนาย) ทองสุข แต่สักกี่คนจะรู้ว่า พ่อของอุดมชื่อ สมจิตร์
- พ่ออุดมเสียชีวิตด้วยการถูกฆาตกรรม ตอนนั้นอุดมอายุ 6 ขวบ
- สมัยเป็นนักศึกษาเพาะช่าง อุดมเคยฝึกงานอยู่ที่บริษัทคีตา โดยหน้าที่หลักคือ ช่วยแม่ค้าส้มตำหน้าบริษัทสับมะละกอ เมื่อเรียนจบ เขาเคยเข้าทำงานเป็นนักเขียนการ์ตูนที่นิตยสารชัยพฤกษ์การ์ตูนของไทยวัฒนาพานิช โดยใช้นามปากกาว่า ‘Note Namun’ (โน้ต หน้ามึน) ได้ค่าวาด 150 บาทต่อการ์ตูน 2 ช่อง
- อุดมจะไม่กินข้าวในจานที่มีลวดลาย ตอนป่วยเข้าโรงพยาบาลเขาไมกินอาหารของโรงพยาบาล อุดมชอบกินผักมาก และชอบอาหารรสหวาน เค็ม เผ็ด เขาไม่กินอาหารรสเปรี้ยว ไม่กินกาแฟ ไม่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างพิซซ่า แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช อาหารที่ชีวิตนี้อุดมไม่คิดจะกินเด็ดขาดคือ ปลานึ่ง
- แม้งานศิลปะของอุดมจะเต็มไปด้วยสีสันสดใสหลากหลาย แต่สีที่อุดมโปรดปรานที่สุดคือ สีขาว ทุกวันนี้เขามีเสื้อยืดสีขาวประมาณ 30 ตัว กางเกงในสีขาวประมาณ 50 ตัว
- อุดมใส่เสื้อผ้าอยู่ 3 สี คือ ขาว น้ำตาล น้ำเงิน
- อุดมต้องเปลี่ยนกางเกงในเป็นตัวใหม่ทุกครั้งที่ขึ้นเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละรอบ
- ติ๊ก ชีโร่ คือคนที่อุดมมักถูกทักผิดมากที่สุด
- เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของอุดมเป็นเสียงเพลงไตเติ้ลการ์ตูนโดราเอมอน
- อุดมใช้พิมพ์ดีดไม่ได้ ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องแฟ็กซ์ไม่เป็น เขาใช้โทรศัพท์มือถือเพียงโทรออกและรับสาย ไม่สามารถใช้ฟังก์ชั่นนอกจากนี้ได้
- อุดมไม่มีของสะสม
- อุดมไม่ใส่แหวน กำไล นาฬิกา เขาแพ้ทอง ใส่แล้วคัน
- เสียงที่ทำให้อุดมหงุดหงิดและอยู่ไม่ได้ คือ เสียงเด็กร้องไห้
- อุดมไม่มีเข็มขดและกางเกงยีนต์ กางเกงส่วนใหญ่ของเขาเป็นกางเกงหูรูดร้อยเชือกที่สั่งตัดทีละครึ่งโหลจากร้านเจ๊ยุพา
- ดาราคนโปรดของอุดมคือ บรู๊ซ ลี, เฉินหลง, โจวชิงฉือ ส่วนคอมมิเดี้ยนที่เขาชื่นชมคือ เจอร์รี่ ไซน์เฟลด์ และ โรแวน แอตคินสัน หรือ ‘มิสเตอร์บีน’
- เวลาไปต่างประเทศหรือที่ไหนๆ อุดมมักเขียนโปสการ์ดและส่งถึงตัวเอง
- อุดมเลี้ยงเชื้อราไว้ที่ข้อเท้าข้างขวาหลายปีแล้ว เขาให้เหตุผลว่า เอาไว้เกาเล่นเวลาไม่มีอะไรทำ
- ในชีวิตที่ผ่านมา อุดมเคยคิดฆ่าตัวตายสามครั้ง ครั้งแรกอกหักจากแฟนสมัยเรียนหนังสือ คิดจะฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดจากตึกชั้น 5 ครั้งที่สองเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นหนี้หลายล้านบาทซึ่งเกิดจากการค้ำประกันเพื่อนสนิท ส่วนครั้งสุดท้ายเมื่อกลับจากอเมริกา แล้วพบปัญหาประดังเข้ามา ทั้งเรื่องงานและการถูกโกง เขาคิดจะฆ่าตัวตายด้วยการขับรถให้ตกจากทางด่วน
‘สติ’ และการเห็นปัญหาชีวิตของคนที่ลำบากแร้นแค้นกว่า ทำให้อุดมเลิกล้มที่จะฆ่าตัวตาย ทุกวันนี้เขาไม่เคยคิดฆ่าตัวตายอีกเลย
ขอบคุณที่มาจากหนังสือ a day
Volume 1 number 4
december 2000
March 23rd, 2009

๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ ผมบันทึกไว้ในสมุดไดอารี่ว่า เป็นวันที่ได้มีรถยนต์เป็นของตัวเองครั้งแรกในชีวิต
มันเป็น MAZDA 121 หรือที่เขาเรียกว่ารถอาราเร่ ผมไปซื้อที่ศูนย์มาสด้า เมื่อเก็บหอมรอมริบเงินได้ก้อนใหม่ และนำเงินสดใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาลไปซื้อที่ศูนย์มาสด้า หัวหมาก พนักงานขายชื่อพี่ระรินทิพย์และคนอื่นๆ ในนั้นขำผมกันใหญ่ พี่ระรินทิพย์ได้เสียเวลาอธิบายเรื่องที่ผมเอาเงินถุงมาซื้อและจะขับรถออกไป นาทีนั้นผมได้ถึงรู้ว่า การซื้อรถต่างจากการซื้อวิทยุ ที่จ่ายเงินและเอาใบรับประกันไปก็เอาวิทยุออกจากร้านไปได้ มันมีการจอง เสียค่าจองและต้องรอรถที่จะเข้ามาอีก ๒-๓ เดือน ถ้าเป็นสีเหลืองที่ผมชอบอาจจะช้ากว่านั้น แต่ถ้าเอาสีขาวก็อาจจะได้ภายในเดือนครึ่ง เพราะมีคนจองแล้วเลื่อนกำหนดไป
นอกจากค่ารถแล้ว ยังมีค่าพ่นกันสนิมที่ผมสงสัยว่า ทำไมเขาไม่พ่นมาจากอู่ให้เราเลย มีค่าประกันชั้น ๑ ชั้น ๒ กับสินมั่นคง ถ้าชั้น ๑ จะชนอะไรเขาจะออกให้เรา มีค่ามัดจำป้ายแดง มีค่าพ.ร.บ.อะไรอีก ผมเริ่มเครียดขึ้นเรื่อยๆ
นี่เป็นเรื่องเกินประสบการณ์ของผม ในชีวิตผมตั้งแต่เกิดมาครอบครัวเราเคยมีรถขับกับเขาที่ไหน ผมนั่งมอเตอร์ไซค์แถวนั้นกลับบ้าน โดยหอบเงินใส่ถุงกลับบ้าน แต่แบ่สมหมื่นไว้ให้พี่ระรินทิพย์ไปเป็นการมัดจำว่า อีกสองเดือนรถมาแล้วผมจะไปเอารถ ถ้าไม่ยอมมาเอา เขาจะกินเงินผมฟรี ผมมาเอาอยู่แล้วไอ้รถกลมๆ มนๆ อย่างนี้
ระหว่างรอรถ ผมพยายามพัดขับรถ โดยนั่งรถไปหัดที่อำเภอบ้านบึงอาทิตย์ละครั้ง ที่นั่นมีลานมันสำปะหลังใหญ่ๆ มากมาย และที่สำคัญ มีรถกระบะเก่าๆ ของศักดิ์เพื่อนพี่ชายมาให้ผมยืมหัด รถเขาเป็นเกียร์ธรรมดา มันยากสำหรับผม ทั้งวันอย่าว่าแต่ขับไปไหนเลย ออกตัวดับ…ออกตัวดับ พุ่งสะดุดคะมำแล้วคะมำอีกจนปวดคอไปหมด
ครั้งหลังผมมาหัดในสนามฟุตบอลโรงเรียนบ้านบึงอำนาจคณูปถัมภ์ ผมออกตัวได้ไม่ดับ แต่มันไม่ดีอย่างที่พี่ชายผมมานั่งสอนอยู่ในรถ และเขามักอารมณ์เสียเมื่อผมทำไม่ได้อย่างใจเขา บางครั้งเมื่อเขาตะคอกดังๆ มันก็ทำให้ผมตกใจ
“เบรก เหยียบเบรก เงยหน้าสิวะ”
“มึงจะก้มดูเบรกทำไมเล่า เงยหน้าดูทาง ดูท้าง…น้านๆ ดูมันทำ”
“เบรก เฮ้ย…เบรก”
ผมตกใจ ก็ยิ่งเหยียบคันเร่งลงไปอีก ผลก็คือ รถพุ่งเข้าไปในโกลอย่างงดงาม ๑ ประตูต่อ ๐ ท่ามกลางความอกสั่นขวัญแขวนของศักดิ์เจ้าของรถ ที่ยืนกำพระลุ้นอยู่ใต้ต้นก้ามปูข้างสนาม หลังจากนั้นศํกดิ์ดูจะหมางเมินผม ผมก็อับอายไม่กล้ายืมรถใครมาหัดขับอีก จะไปเรียนขับรถ ผมก็กลัวคนสอนจะหงุดหงิดในความซุ่มซ่ามของผมอีก
ผมกลับมานั่งรอรถที่บ้านเปล่าๆ ไม่เป็นไร รถเรามาเมื่อไหร่เราใช้รถเราหัดก็ได้ จะชนยังไงก็รถเรา และมันเป็นเกียร์ออโต้ด้วย เขาว่าขับง่ายเหมือนรถในแดนเนรมิต ทุกวันผมกลายเป็นคนที่สนใจเรื่องรถขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ผมตื่นเต้นชี้ชวนให้เพื่อนดูจนเขาเบื่อเมื่อเห็นรถมาสด้า ๑๒๑ สีเหลืองของใครไม่รู้วางผ่านไป
“เดี๋ยวกูจะมี แบบนี้เลย…”
“เฮ้ย…เห็นมั้ย โน่นไง…เดี๋ยวเดือนนึงมา”
ผมนับวันถอยหลังไป มันทรมานนะครับ เมื่อเห็นคนขับรถผ่านไปมาบนถนน บางคนก็ยังเด็กๆ อยู่ยังขับเป็นเลย… ความรู้สึกเหมือนคนว่ายน้ำไม่เป็นและนั่งอยู่ริมสระ มันอิจฉา ทำไมเด็กตัวเล็กๆ ยังว่ายได้ ทุกคนดูสนุก ดูเย็นสบาย อยากลงไปว่ายบ้างจังอีกสิบวันสระจะมาแล้ว แล้วกูจะว่ายยังไงวะเนี่ย เฮ้อ…
ผมเอาเงินก้อนเดิมออกจากปี๊บ ไปรับรถโดยชวนปิงปองเพื่อนที่เป็นนักดนตรีอยู่วงไทละเมอไปด้วย ลำพังผมจะขับรถกลับไปบ้านอย่างไร ก่อนส่งรถให้เรา เขาอยากให้ผมลองขับเพื่อเช็กศูนย์และบอกวิธีใช้ วิธีบำรุงรักษา ผมขับไม่เป็นจะมีหน้าไปเช็กศูนย์ล้ออะไรได้ บอกไปเขาก็หัวเราะ คิดว่าผมมุข เลยให้ปิงปองไปขับกับเจ้าหน้าที่ของเขา ส่วนผมนั่งเซ็นเอกสารหลายแผ่นอยู่ท่ศูนย์ พูดตรงๆ ทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าตัวเองเซ็นอะไรลงไปบ้าง ดีไม่เอาใบยินยิมสมรสมาให้เซ็น ไม่งั้นป่านนี้เป็นพ่อคนไปแล้ว จ่ายเงนแล้ว เซ็นเอกสารแล้ว ปิงปองบอกโอเคแล้ว เราก็นำรถกลับบ้านโดยให้ปิงปองเป็นคนขับ ส่วนผมนั่งอยู่ในแท็กซี่ที่ขับตามรถผมไป ไอ้ปิงปองบอกมานั่งด้วยกัน แต่ผมอยากเห็นรถให้มันเต้มคัน อยู่ในรถมองไม่เห็น ผมนั่งอวดให้แท็กซี่ฟังว่า นั่นแหละรถผม…พี่ รถผม สวยมั้ย…พี่ ท่าทางเขาเบื่อ คงจะนึกว่า รถมึงก็ว่าง แล้วมึงมานั่งรถกูทำไม
ระยะนี้ปิงปองต้องสนิทกับผมเป็นพิเศษ จนจะเป็นผัวเมียกันอยู่แล้ว เพราะมันต้องคอยขับรถไปไหนต่อไหนตามใจผม ไอ้คนขี้เห่ออย่างผมก็อยากนั่งรถไปอวดใครต่อใครเต็มไปหมด
จนวันหนึ่งปิงปองคนทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว จึงสละเวลางานพาผมไปหัดขับรถในหมู่บ้านพฤกษชาติ สุขาภิบาล๓ อันเป็นหมู่บ้านที่ปิงปองอยู่ และยืนยันกับผมว่า หลังหมู่บ้านมีถนนว่างหลายเอเคอร์ ไม่ต้องกลัวชนอะไร เพราะมีแตขี้วัว
เกียร์ออโต้ขับง่าย เพียงดึงเกียร์มาที่ตัว D แล้วรถมันจะเคลื่อนไปทันที โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรนอกจากบังคับพวงมาลัย ผลการเรียนวันนี้ออกมาเป็นกันชนหน้าบุบ ฝาครอบล้อถลอกไปพร้อมกับสีข้างกระโปรงหน้า สาเหตุเพราะเวลาเลี้ยวแล้วผมไม่ยอมคืนพวงมาลัย ไอ้ปองจะฟ้องใครต่อใครเสมอว่า ไอ้โน้ตมันเลี้ยวแล้วก็แล้วกัน ไม่มีสาวพวงมาลัยกลับมา ยิ่งเหยียบคันเร่งส่งไปอีก รถก็พุ่งเป็นวงกลมไปเลยถังขยะกระจาย ไถลไปเฉี่ยวเสาไฟอีกเล็กน้อย
ผมกลับบ้านด้วยใจระทึก ตกใจกับอุบัติเหตุเมื่อครู่ที่เกิดจากความซุ่มซามของตัวเอง แน่นอน ปิงปองขับมาส่ง
ผมกลับมาทำความเข้าใจกับเกียร์โดยลำพัง
เกียร์ออโต้
P = พอ
R = อ๋อย (ถอย)
D = เดิน
D1 = เดินเร็ว ๑ เท่า
D2 = เดินเร็ว ๒ เท่า
ตีสองของวันเดียวกัน ผมอยากระทึกใจอีก ผมลองเสี่ยงขับรถออกถนนเอง เลยขับรถจากแฮปปี้แลนด์ขึ้นไปปากทางลาดพร้าว ขับไปตั้งนาน ถึงนึกได้ว่ายังไม่ได้เปิดไฟหน้า รถบีบแตรไล่หลังเป็นแพ เร้าใจมาก ก็สมควรอยู่ วิ่งเลนขวาสุดความเร็วประมาณ ๓๕ งกๆ เงิ่นๆ จะเปลี่ยนเลนก็ใจไม่ถึงพอ กะระยะไม่ถูก มัเหมือนรถข้างหลังวิ่งมาเร็วมาก ผมก็ยอมให้เขาบีบแตรด่าแม่ไปหลายต่อหลายคัน แอร์ในรถใหม่เย็นเหมือนช่องแช่แข็ง แต่ผมเหงื่อท่วมหลังเสื้อชุ่มไปหมด ผมจอดทำใจอยู่หลายครั้ง รถเหลืองมาสด้านั่น มันคือรถผม ไม่ต้องสงสัย ตีสี่ผมเพิ่มกลับถึงบ้าน
ประสบการณ์ขับขี่ของผมตลอดมานี้ทำให้ผมรู้ตัวเองว่าจริงๆ แล้วผมเหมาะกับรถบั๊มคาร์ตามสวนสนุกมากกว่า พี่ระรินทิพย์บอกผมบ่อยๆ ว่า ผมเป็นเจ้าของรถที่ใช้เงินประกันคุ้มมาก ชน กระแทก แหก ถลอกบ่อยที่สุด
ผมรักรถคันนี้มาก ใช้สมบุกสมบันเหมือนรถจี๊ป เดือนหนึ่งล้างรถที เพื่อนๆ หลายคนบอกว่า มึงไม่รักรถเลย รักของผมกับเขาต่างกัน ผมรักมากยิ่งใช้มาก ถ้าต้องมานั่งกังวลกับรอยข่วนขนแมวเล็กๆ น้อยๆ ก็ปล่อยมันไว้ในโชว์รูมซะดีกว่า รถกับอุบัติเหตุเป็นเรื่องคู่กันอยู่แล้ว เล่นฟุตบอลแล้วเสื้อไม่เปื้อนจะเป็นไปได้อย่างไร ความหมายของรถสำหรับผมก็คือยานพาหนะ ไม่ใช่เครื่องบอกฐานะ
ผมเรียนหนังสือกับอาจารย์สอนศิลปะท่านหนึ่ง ท่านเป็นอาจารย์ที่รสนิยมดี ขับเบนซ์และคาดโรเล็กซ์ฝังเพชรมาสอน นักเรียนจะเห็นอาจารย์ใช้ผ้าเช็ดหน้าผูกข้อมือซ้ายมาสอนทุกวัน จะดูนาฬิกาทีต้องแก้ผ้าเช็ดหน้าที่ห่อออก แกกลัวนาฬิกามีรอยข่วน เป็นซะอย่างนี้ ผมว่าแกเปลี่ยนมาดูเวลาโดยมองพระอาทิตย์จะสบายใจกว่าเยอะ
เพื่อนคนเดิม คนรักรถ แนะให้ผมไปโหลดและเพิ่มอุปกรณ์ความเร็วอีกหน่อย จะเป็นรถที่เท่มาก ผมว่าแค่นี้มันก็เท่จนผมจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ผมกลับคิดว่า ใครที่โหลดรถในเมืองนี้ดูจะโหลดอะไรบางอย่างในตัวไปด้วย ถนนที่เต้มไปด้วยหลุม บ่อ ท่อ เนิน ไม่น่าจะเหมาะกับรถโหลด บรรทุกเกินสองไม่ได้ ขึ้นเนินทีต้องเอียงไต่ขึ้นไป มันเหมือนเรากำลังฝืนธรรมชาติอยู่ เช่นเดียวกับวัยรุ่นไทยนิยมใส่เสื้อผ้าหนาๆ ๒-๓ ชั้น มีแจ็คเก็ตทับ มีฮู้ดสวมหัว โดยลืมว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อน
สิ่งเดียวที่ผมแต่งรถคันนี้ คือ สบู่หอมนกแก้ว กลิ่นหอมเชยๆ ชื่มใจ วางไว้หน้ารถ ใครมาถามรถใช้ดีไหม ก็ได้ต่ตอบว่าดี แต่ไม่รู้ดีกว่าอะไร เพราะเคยใช้อยู่คันเดียว
สี่ปีแล้วที่รถคันนี้อดทนมากับผม ครบสี่ปีแล้ว ผมต้องไปจากรัฐบาลมาสด้า ให้น้องชายผมขึ้นมาบริหารต่อไป ใช่ครับ ตอนนี้ผมยกรถคันนี้ให้น้องชายที่น่ารักของผมแล้ว
๓๐ ตุลาคม ๒๕๓๙ ณ วันนี้น้องชายของผมก็คงได้บันทึกในสมุดของเขาว่า เป็นวันแรกที่เขามีรถยนต์เป็นของเขาเอง
ถ้าคุณเจอรถรูปพรรณสัณฐานดังกล่าวบนถนน…
…อยู่ห่างๆ มันไว้
เพราะน้องผมมันก็เพิ่งหัดขับเหมือนกัน

*ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารแพรว ฉบับที่ ๔๑๒ ตุลาคม ๒๕๓๙
รวมมิตรแต้พานิช
March 9th, 2009