local cafe


Local cafe…
now opening at think park yak rinkum chiang mai

ขอบคุณรูปจาก
http://instagram.com/ioil

June 12th, 2014

เสาร์นี้หนุ่ยจะโชว์โซเชี่ยลมีเดี่ยวแล้วนะจ้ะ​: เจาะเบื้องหลังให้ฟัง

nui show

ฉบับนี้ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเปิดเผยข้อมูล “โค้งสุดท้าย” ก่อนงานทอล์กโชว์ไอทีเต็มรูปแบบครั้งแรกในชีวิตของผมที่ตั้งใจเอาไว้ว่าเป็นการนำเสนอผลงานสู่ท่านในอีกรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือจากงานโทรทัศน์ที่ผมนำเสนอสู่ท่านมาแล้วกว่า 15 ปี (ไม่น่าเชื่อเลยนะ เวลาผ่านไปไวจริงๆ)
ผมจะเล่าเบื้องหลังแรงบันดาลใจให้ท่านฟังแบบตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม และให้รู้กันไปเลยว่า “ผมเปิดการแสดงครั้งนี้เพื่ออะไร?”
ขอออกตัวว่าผมค่อนข้างเขิน ๆ นะครับเวลาจะต้องโปรโมทของ ๆ ตัวเอง (ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์คนอื่นที่ผมถนัดนัก!) ผมจะคิดซะว่าผมไม่ได้เขียนเองและคุณผู้อ่านก็ไม่ได้อ่านงานเขียนฉบับนี้จากตัวผมเองก็แล้วกันนะครับ (ฮา)

ผมเริ่มต้นโปรดักชั่นนี้จากการได้รับแรงบันดาลใจจังๆจากปรมาจารย์ด้านเดี่ยวไมโครโฟน “พี่โน้ต อุดม แต้พานิช” ผู้สร้างสรรค์งานโชว์ประเภทนี้ขึ้นครั้งแรกในเมืองไทย และจัดต่อเนื่องยาวนานมาได้ถึง 10 ครั้ง (ไม่รวมเวอร์ชั่นแยกย่อย) ในรอบ 2 ทศวรรษ ผมรักและศรัทธาพี่โน้ตมาตั้งแต่ช่วงจบ ม.6 ช่วงนั้นโรงเรียมมัธยมผมดันพิเรนทร์ให้นักเรียนลงทะเบียนเรียนตามความสามารถ ผมก็ทะลึ่งลงเยอะ เลือกแผนการเรียน 2 ปีครึ่งจบ ม.6 ได้ ก็เลยว่างอยู่ครึ่งปี ก่อนเอ็นทรานซ์ (ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้’เอ็นท์เพราะเอาประสบการณ์ชีวิตไปรวมรวมเป็น Portfolio เสนอคณะศิลปกรรมศาสตร์ มศว เพื่อสอบตรง แล้วเขาก็รับ) ครึ่งปีนี้ผมโคตรได้ประสบการณ์ชีวิตเลยครับ เล่นละครเวทีครั้งแรกกับโปรดักชั่นพี่เปิ้ล นาคร ศิลาชัย (ตอนนั้นแกเพิ่งกลับจากอังกฤษ และฟิตทำละครเวทีมาก) เล่นเป็น หมู่มวล ชาวบ้าน แต่ก็ได้รู้จักผู้คนในวงการมากมาย (ตื่นเต้นดีนะครับที่ได้รู้จักกับบุคคลเจ๋ง ๆ ที่เราเห็นในทีวีมาตั้งแต่เด็ก) แน่นอนว่าก๊วนพี่เปิ้ล ณ เวลานั้นก็คือ “ยุทธการขยับเหงือก” รายการชวนหัวเราะยุค ‘90 ของ JSL ฉะนั้นไม่ว่าจะเสนาหอย, พี่ติ๊ก กลิ่นสี, เสนาวิชญ์ ฯลฯ หรือแม้แต่พี่โน้ต อุดม ก็แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนโปรดักชั่นนี้ไม่ขาด ผมจำได้ดีว่าผมเจอพี่โน้ตในงานเลี้ยงปิดโปรดักชั่นละคร ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาก่อนปี 2538 แกยังไม่ได้ทำเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกเลย แกขึ้นไปร้องเพลงแร็ปบนเวที (เอโพด สะเรนาปัง- โจอี้บอย) ผมงี้ทึ่งแกเลยในทันที ทั้ง ๆ ที่เคย “เฉย ๆ ” กับลวดลายของแกในยุทธการขยับเหงือก ..ผมเป็นโรคอยู่อย่างคือ “เห็นอัจฉริยะแล้วผมจะตัวสั่นเทา” อยากรู้จักและอยากเก่งกับเขาบ้าง
จากโปรดักชั่นนั้นผมก็ไปเล่นละครให้คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ตามการชักชวนมา Audition ของพี่ ๆ คณะละคอนนาครศิษย์ครูช่าง จากนั้นก็ได้เป็นเล่น Sit Com ทางทีวีกับ DAS Entertainment ที่โรงละครกรุงเทพ (ไม่น่าเชื่อใช่ไหม? ว่า “ครึ่งปี” มันจะทำอะไรได้มากขนาดนี้) สิ่งที่เหลือเชื่อในชีวิตก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อผมลงเรียนวิชาพิเศษกับทางแดสเป็นเวิร์คช้อป “How To Make People Laugh” (วิธีทำให้คนขำ) ซึ่งผู้ร่วมคลาสครั้งนั้นคือบุคคลที่เพิ่งทำ “เดี่ยวไมโครโฟนแรก” มาอุ่น ๆ นั่นคือพี่โน้ต อุดม แต้พานิช

..ผมไม่ได้เข้าชมการแสดงสดของเขานะ เพราะแกจัดจำกัดมากคือ 450 ที่นั่งที่หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต และทำเพียง 3 รอบ ระบบการจองตั๋วยุคนั้นต้องไปต่อคิวที่ร้านเทปหน้าสยามสแควร์ ผมหูตาไม่กว้างไกลพอจึงอดไป ..(ดีใจกับคนยุคนี้ด้วยครับที่มี Thaiticketmajor.com ที่โคตรสะดวกสบาย) ผมร่วมเวิร์คช้อปแบบถึงเนื้อถึงตัวกับพี่โน้ตอยู่ 4 วัน เป็น 4 วันที่สุดแสนวิเศษเพราะเราต่างได้วิชาจากอาจารย์ชาวอังกฤษเยอะมาก ๆ (ลืมเล่า..วิทยากรที่มาสอนเป็น “2 นักแสดงตลกอังกฤษที่เริ่มต้นงานแสดงพร้อม ๆ คุณ Rovan Atkinson หรือ Mr.Bean ที่ทั่วโลกรู้จัก ชื่อคุณมิชาลิน และอีกท่านซึ่งน่าเสียดายมากที่ผมนึกชื่อไม่ออก ติดอยู่ ณ จุดนี้กว่า 10นาทีกว่าจะเขียนออกได้ครับ) พี่โน้ต ประทับใจครูผู้สอนมาก แต่ช่วงนั้นภาษาอังกฤษยังติดลบ (เข้าขั้นเลวร้าย) แกจึงให้เพื่อนร่วมคลาสอย่างผมช่วยสื่อสารแทน (ซึ่งก็น่าจะเลวร้ายพอกัน) แต่เอาเป็นว่าผมกล้าพูด พี่โน้ตเกาะติดผมเป็นวุ้นแปลภาษาโดราเอมอนเลยล่ะ วันรุ่งขึ้นแกเอาวิดีโอเทป VHS “เดี่ยวไมโครโฟน : One Stand Up Comedy ครั้งที่ 1” ที่เพิ่งออกวางจำหน่ายมาให้ครู ครูเห็นคำว่า “One” ก็บอกว่า “การแสดงน่ะ ทำคนเดียวไม่ได้นะ ต้อง 2 คนขึ้นไป” ..ความหมายของครูก็คือ “คุณจะแสดงคนเดียวก็ได้ แต่คุณต้องมีมโนสำนึกถึงนักแสดงอีกคนเสมอ จะเป็นอากาศ หรือจะเป็นคนดูที่นั่งอยู่ก็ได้เพราะรับส่งบทกัน” เหมือนจะเป็นการเขี่ยผงในตาอะไรบางอย่างให้พี่โน้ต แกมีความสุขมากที่ได้ไขข้อความลับนี้ แกพาครู พาผม(ในฐานะล่าม) ไปฟาดก๋วยเตี๋ยวเรือชักธงด้วยกันที่ซอยทองหล่อ พร้อมระบุว่า “วิชาที่ได้รับมาแม่งโคตรมีความหมายกับพี่เลย” ผมประทับใจในอะไรหลาย ๆ อย่างของพี่โน้ต ทั้งท่าทีที่มีต่อประชาชนผู้พบเห็น การหยอดมุขแซวแม่ค้า และมิตรไมตรีที่ “ใส” จริงใจของแก
จำภาพได้ติดตาว่าแกเขียนคำพูดใส่กระดาษรองแก้วของร้าน ให้ครูทั้งสองพกใส่กระเป๋าไว้ในยามไปเที่ยวเมืองไทยต่อ แกเขียนว่า “สวัสดีครับพี่โชเฟอร์ ผมอุดมแต้พานิช ไอ้ตลกจมูกโต ๆ นะครับ ฝรั่งสองคนนี้เป็นครูของผม โปรดบริการเขาเป็นอย่างดีที่สุดด้วย”

หลังจากนั้นเราก็แยกย้ายกันโดยพี่โน้ตไม่ลืมให้เบอร์ “PacLink” กับผมด้วย และแกเขียนข้อความถึงผมในกระดาษอีกใบว่า “วิชาที่เราได้เรียนด้วยกันแม่งโคตรมีประโยชน์เลยรู้ไหมไอ้น้องหนุ่ย ไว้เรามาใช้มันด้วยกันนะ” .. ผมยังคงเก็บกระดาษแผ่นนั้นไว้จนถึงวันนี้ครับ
nui show

จากนั้นไม่นานผมก็ได้ผ่านร้านวิดีโอและได้ซื้อเทป VHS เดี่ยวไมโครโฟนมาดู ..ความรู้สึกตัวสั่นเทาเกิดขึ้นอีกครั้งขณะนั่งอยู่หน้าจอ สบถกับตัวเองเบา ๆ “ชิบหายแล้ว.. นี่กรูไปรู้จักกับใครวะเนี้ย เก่งชิบหายเลย!” … ผมชอบเชียร์คนเก่งครับ ถ้าเปรียบกับดาราสวยหล่อผมเฉย ๆ นะ แต่ถ้าเค้าคนนั้นเก่ง ไม่ว่าจะหน้าตาแบบไหน ผมชอบหมด เพราะค่าของคนมันอยู่ที่ผลของงาน ..ผมติดต่อที่โน้ตอีกครั้งหลังจากนั้น 3 เดือนทาง PacLink และแกก็โทรศัพท์กลับมาที่บ้านผม แกบอก “ผมโคตรมีความสุขเลย ทำงานปีละครั้ง อยากไปไหนก็ไป แล้วจดบันทึกไว้” พี่โน้ตแก “โน้ตสมชื่อ” ครับ คือแกจะจดทุกสิ่งอย่างที่แกนึกออกระหว่างทางของชีวิต นี่เป็นเหตุผลในการทำเดี่ยวได้ดีของแก .. เป้าหมายการโทรครั้งนั้นของผมคือ “โรงเรียนขอเชิญพี่โน้ตมาเดี่ยวไมโครโฟนในงานปัจฉิมนิเทศ” แกตอบปฏิเสธพร้อมเชียร์ผมว่า “คุณนั่นแหละที่พูดได้!” … ใช่ครับ ผมน่าจะพูดได้จากการดูเทปวิดีโอของแกซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นแหละ ต่อมาซักปี ผมถูกทักท้วงจากเจ้าหน้าที่ศูนย์สื่อฯการศึกษา มศว ตอนที่ผมอัดงานชมรมทีวีตอนเรียนมหาวิทยาลัยแล้วว่า “หนุ่ยพูดเหมือนไอ้โน้ตอุดมไปว่ะ” ครับ..ผมได้รับอิทธิพลจากพี่โน้ตมาเต็ม ๆ เต็มแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ซึ่งใครใกล้ตัวพี่โน้ตจะเป็นหมด ดูการแต่งตัวได้เลย พนักงานพอดีพานิชจะแต่งตัวเหมือนพี่โน้ตกันเป็นแถบ ๆ

ผมตัดสินใจสะบัดคาแรคเตอร์นั้นทิ้งไปตอนเริ่มงานใหม่กับพี่จอห์น รัตนเวโรจน์ ในรายการ IE Show.com พี่จอห์นให้ผมใส่แว่นกรอบดำแบบไร้กระจก จุดเริ่มต้นของ “คาแรคเตอร์พิธีกรไอที” ที่ติดตัวไปตลอดชีวิตเริ่มต้นที่จุดนั้นครับ .. 2ปีหลังจากเริ่ม ผมได้เจอพี่โน้ตที่ผับไวท์คาเฟ่ ถนนไมตรีจิต พี่โน้ตเจอหน้าผมทักทันที “เฮ้ยยยย ผมเห็นคุณใส่แว่น (ทำนิ้วกลม ๆ ทั้งสองมือทาบที่หน้า) คุณใส่แว่นในทีวี ผมดูคุณ ๆ “ ดีใจนะที่พี่โน้ตจำได้ ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ผ่านมาถึงวันนี้ ผมไม่มีอะไรต้องเสียดายอีกแล้ว ผมช่วยงานเดี่ยวฯ พี่โน้ตมา 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนเดี่ยว 3 อ.อุดมการช่าง ผมเป็นนักศึกษา ผมไปช่วยเขาขายตั๋ว เตรียมการกันนานมากเพราะสมัยนั้นไม่มีเทคโนโลยี ไปขายตั๋วก็เหมือนต้องไปปราบจราจล ..ได้ลุยค้นห้องรวมขยะที่โคตรเหม็นของอิมพีเรียลลาดพร้าวอันเนื่องมาจากแม่บ้านดันกวาด “ผังการจองที่นั่ง” ทิ้งไปซะ! (ขอบคุณพี่น้อย หัวหน้างานด้วยที่ช่วยเดินลุยขยะด้วยกัน)
อีกครั้งที่ผมไปช่วยงานพี่โน้ตคือตอนโตแล้ว เปิดบริษัทแล้ว ก็เสนอตัวไปทำมาสเตอร์งาน DVD Special Features “เดี่ยว7″ ให้ .. พี่โน้ตไม่เคยเปลี่ยน ติดรถผมออกมาจากบ้านเพื่อขอไปลงทองหล่อและเล่าอะไรให้ฟังมากมาย ..ผมต่างหากที่เปลี่ยนคือพอเห็นแกยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วผมกลับไม่กล้าโทรไปหาแกอีก … กับ“โซเชี่ยลมีเดี่ยว” เดี่ยวไมโครโฟนแรกในชีวิตของผมนั้น ผมยังไม่กล้าโทรไปเชิญแกเลยนะพี่แต่ “น้าเน็ก” ที่พอได้ยินข่าวการเปิดจองตั๋ววันแรกแกโทรมาเลยเพื่อติวเข้มและสั่งว่าห้ามให้ตั๋วแก วันรุ่งขึ้นแกไปซื้อบัตรแถว 2 จากหน้าราคา 2,000.- มา2ใบ แล้วทวีตบอกแฟน ๆ แกว่าแกจะมาให้กำลังใจผม ประโยคที่ผมจำจากน้าเน็กได้ดีคือ “คุณอย่าได้อายที่จะใช้ชื่อเดี่ยวไมโครโฟน เพราะอุดมจะดีใจมากที่มีคนอย่างคุณทำด้วย อุดมเขาไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของชื่อนี้ เพราะมันหมายถึงรูปแบบการแสดงอีกประเภทหนึ่ง“

..ครับ! วันเสาร์หน้านี้ 7 มิถุนายน เวลา 1 ทุ่ม ผมจะขึ้นแสดงโชว์ใหญ่ที่สุดในชีวิตในหอประชุมใหญ่ที่ปรับปรุงใหม่ของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่ผมใฝ่ฝันขึ้นแสดงไว้ตั้งแต่เด็ก ๆ ผมไม่รู้หรอกว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร ผมรู้แต่ว่าผมตั้งใจให้ดีที่สุดภายใต้ความสามารถที่ฝึกหน้าจอทีวีและ Event มาตลอดระยะเวลา 15 ปีมานี้ ผมจะย่นย่อระยะเวลาศึกษาเรื่องไอทีเทคโนโลยีของผมจาก 15ปีนี้ให้เป็นเส้นเรื่องใหม่ความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งที่ผสมผสานสไตล์งาน Comedian ไว้ ..สไตล์เดียวกับที่ศึกษาไว้เมื่อ 20 ปีก่อนกับอุดมแต้พานิชผู้เป็นเต้ยแห่งเรื่องนี้ ให้สมกับคำอวยพรที่เขาเขียนไว้ด้วยหมึกจางๆ “แล้วเรามาใช้มันด้วยกันนะไอ้น้องหนุ่ย”
..หนุ่ยจะทำมันให้ชัดขึ้นในอีก 4วันข้างหน้านี้ครับพี่โน้ต! … ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง

หนุ่ยรู้โลกรู้#95

http://www.beartai.com/article/21584

 

///////////////////////////////////////////

ส่วนนี่เป็นคำตอบรับจากคุณอุดม


คาถาจากอุดม แต้พานิช แกได้อ่านบทความผมแล้วส่งมาหา อบอุ่นมากครับ ซึ้งชะมัดครับพี่ :) #NuiShow

ซองบรรจุกระดาษ 3แผ่นที่มาพร้อมตุ๊กตาจ่าเฉยถูกลำเลียงมาถึงผมโดยคุณบ่อเติง ผู้ช่วยในตำนานของพี่โน้ต อุดม แต้พานิช ..ทั้งพี่โน้ตและน้าเน็กต่างรู้ดีว่า “ภาวะที่ผมต้องเผชิญ” ก่อนขึ้นเวทีมันหนักหนาสาหัสขนาดไหนเพราะเขาทั้งคู่ผ่านมันมาแล้ว (และผ่านมาหลายครั้ง) แต่ที่น่ารักคือเขาช่วยดูแลความรู้สึกผมด้วยในฐานะสมาชิกใหม่ของ “ชมรมขนหัวลุก” ชื่อที่พี่โน้ตใช้เรียกกลุ่มผู้แสดงเดี่ยวไมโครโฟน …ฮ่าๆ เรียกได้ถูกครับ ก่อนขึ้นเวทีนี่แม่งขนหัว”และทั้งตัว”ลุกจริงๆ … ทีมน้าแวะ อันร่วมด้วยเต้ยHD และอู๋ ผู้ดูแลเส้นเรื่องในการแสดงของผม พวกเขาทำหน้าที่ดูแลเดี่ยวไมโครโฟนของพี่โน้ตด้วยใน 5ครั้งหลังมานี้ บอกเองว่าแม้พี่โน้ตทำมันมาแล้วถึง 10 ครั้งก็ยังต้องเจอภาวะขนหัวลุกนี้ตลอด การทำสมาธิก่อนขึ้นแสดงจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ พอๆกับการได้รับกำลังใจก่อนขึ้นสู่เวทีใหญ่ ..พี่โน้ตเล่าให้เต้ย HD ฟังว่าศิลปินระดับโลกหลายคนที่ขึ้นคอนเสิร์ต World Tour ก็ยังคงต้องเจอภาวะนี้ แม้จะขึ้นไปแล้วเป็นร้อยๆรอบ ผมเชื่อว่านั่นเป็นเพราะ “ความรู้สึกรับผิดชอบต่อคนดู” นั่นแหละครับที่คนสายอาชีพอย่างเราแคร์เขามาโดยตลอด

 

*ข้อมูลจาก http://instagram.com/nuishow

 

June 3rd, 2014

นิทรรศการ สายธารแห่งสีน้ำ

water color 50

ภาพจาก นิทรรศการ…สายธารแห่งสีน้ำ พ.ศ.2550
โดย คฑาวุธ ทองไทย หรือ อ.ไข่ แห่งวงมาลีฮวนน่า ได้เชิญชวนศิลปินหลายท่านมาร่วมแสดงผลงานสีน้ำ
ณ ศูนย์ศิลป์ ม.ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม

June 2nd, 2014

แก้คิดถึง โฆษณา Samsung Note

      
      
      
      
      
      
คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่

ที่มา :: http://www.samsung.com/th/galaxynote/note2/noteudom.html

May 15th, 2014

คุยนอกรอบ กับ “โน้ต อุดม” ศิลปินผู้สร้างวัฒนธรรมแห่งความสุขให้คนไทย

ท่ามกลางบรรยากาศชุลมุนและเสียงอึกทึกของผู้คน ณ โรงหนังสกาล่า TCDCCONNECT รวบตัว โน้ต อุดม แต้พานิช ศิลปิน “ตลกเดี่ยว” หนึ่งเดียวในเมืองไทยมาเข้าห้องสัมภาษณ์ได้สำเร็จ (แบบฉุกละหุก) หลังลงจากเวทีสัมมนา CU2013 (ที่เขาปล่อยของไว้อย่างสุดติ่ง) อุดม แต้พานิช มองหน้าทีมงานเหมือนจะส่งสารกลายๆ ว่า “อย่าถามกูยากนะ”

รู้สึกยังไงกับรูปแบบงานในวันนี้ (งาน CU 2013)
ผมว่ามีคนที่อยากดู อยากฟัง วิทยากรระดับโลก มากกว่านี้อีกเยอะนะครับ ครั้งหน้า TCDC น่าจะจัดที่พารากอนฮอลล์ไปเลย จุได้รอบละ 5500 คน หรือถ้าใช้ครึ่งหนึ่งก็ได้ 2500 คนแล้ว ที่นั่นอากาศเย็นกว่า ห้องน้ำห้องท่าก็ดี แต่นอกนั้นผมก็โอเคครับ คนมาเยอะ น่าดีใจ ส่วนตัวผมติดแค่เรื่องโปรดักชั่นนิดหน่อย เพราะเคยมาจัดเดี่ยวไมโครโฟนที่นี่เลยรู้ว่าด้วยความที่ (สกาล่า) เขาเป็นโรงหนัง เรื่องแสง เรื่องไฟ เรื่องฉาก มันก็มีข้อจำกัดน่ะ

แก่นที่ โน้ต อุดม ได้พูดถึงบนเวทีวันนี้คืออะไร ขอสั้นๆ
อันที่จริงวันนี้ผมพูดจาไม่รู้เรื่องเลยนะ (เงียบไปพักใหญ่) …แก่นที่ผมอยากจะพูดคืออะไรวะวันนี้?

เอาจริงคุณได้เตรียมอะไรมาพูดรึเปล่า
ก็ไม่ได้เตรียมอะไรเลย (ตอบอย่างมั่นใจ) ฉะนั้นแก่นในวันนี้ก็คือ…มันไม่มีแก่นสารอะไรเลยไง (แสร้งมั่นใจต่อไป)

แต่คุณได้ทราบหัวข้อของงานไปก่อนหน้านี้แล้วไม่ใช่เหรอ
(ใช้น้ำเสียงนุ่มขึ้น แปลว่าจะตอบอย่างจริงจัง) อันที่จริงสิ่งที่ผมพูดวันนี้มันยังไม่ได้ตอบคำถามที่งานเขาอยากได้เท่าไหร่ ผมคิดว่างั้นนะ อาจด้วยจังหวะบนเวที หรืออะไรบางอย่างที่ติดๆ ขัดๆ มันทำให้เราไปไม่ถึงตรงนั้นซะทีเดียว ซึ่งหมายถึงการค้นเจอในสิ่งที่ยังไม่เจออะไรเนี่ยนะ แต่รวมๆ ผมก็โอเคอ่ะ สนุกดี (เหม่อ)

อันที่จริงสิ่งที่คุณเล่าบนเวทีมันก็ล้อไปกับการสัมมนาช่วงเช้าอยู่หลายจุดนะ บังเอิญมากเลย
เหรอ? จริงเหรอ? โอย…ผมรู้สึกดีขึ้นหน่อยละ ขอบคุณครับ

ถามเรื่องอื่นบ้างดีกว่า …อะไรที่คุณกำลังหมกมุ่นอยู่ในช่วงนี้
ตอนนี้มีสองอย่างครับ คือ ทำงานศิลปะ กับ แต่งร้านที่เชียงใหม่ ร้านผมปิดมาสามเดือนแล้ว กะว่าอีกสองอาทิตย์จะเปิดให้ได้ ซึ่งงานส่วนนี้ก็จะเป็นเรื่องของดีเทลการก่อสร้าง เช่น โคมไฟอะไร ผนังยังไง แขวนรูปดีมั้ย ฯลฯ อะไรพวกนี้ครับ ส่วนอีกเรื่องที่ผมหมกมุ่นสุดๆ ก็คือการวาดรูป วาดเยอะมาก วาดทุกวันเลย

คุณชอบวาดมาตั้งแต่เด็กเลยรึเปล่า
ใช่ฮะ ตั้งแต่ประถมก็เป็นวิชาที่ผมทำคะแนนได้ดีที่สุด จนมาเรียนอาชีวะผมก็เลือกวิชานี้ ต่อมาก็เข้าเพาะช่าง ฯลฯ คือผมทำเรื่อยมาตลอดชีวิต วาดจนติดเป็นนิสัยแล้ว

ชีวิตตอนเด็กของคุณมีอิทธิพลต่อชีวิตการทำงานในปัจจุบันยังไงบ้าง
มากเลยนะ ใช่เลยๆๆ ที่ผมเป็นอย่างงี้เพราะตอนเด็กๆ เราไม่ค่อยได้รับความสนใจ

ใครไม่สนใจคุณ
ก็คนรอบข้างไงครับ ตอนเด็กๆ ผมเหมือนเป็นคนนอก เป็นเด็กที่ย้ายโรงเรียนบ่อยมาก คือบ้านผมจนไง ไม่มีใครส่ง เขาก็เอาไปฝากไว้บ้านนู้นทีบ้านนี้ที (บ้านญาติ) ดังนั้นการที่เราเข้าไปเรียนทีหลัง ไปเข้ากลางเทอมเนี่ย เราจะเป็นคนนอก คือมันไม่มีทางมีเพื่อนอยู่แล้ว เราก็จะไปนั่งอยู่มุมห้อง อยู่กับตัวเอง วาดเขียนอะไรไป นั่นเป็นการปลูกนิสัยให้ผมหัดการเป็นคนนอกที่เฝ้ามองพฤติกรรมคนอื่น

จนกลายเป็นนักสังเกต?
ใช่ ผมเป็นนักสังเกตการณ์โดยไม่เจตนา เป็นนักวาด นักเขียนความรู้สึก ฯลฯ ทุกอย่างมันก็ติดมาจนโตนี่แหละ ซึ่งคุณรู้มั้ย…ด้วยความเป็นคนนอกเนี่ย ลึกๆ ผมก็จะอยากจะเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นผมก็ต้องแสดงหรือทำอะไรบางอย่าง คือเรียกร้องความสนใจให้ตัวเอง เช่น เราอยากเป็นคนถือพานไหว้ครูจังเลย อยากให้คนอื่นมองเราบ้าง …เพราะเราไม่มีตัวตนเลยไง (เงียบ)

แล้วคุณใช้วิธีอะไรเพื่อเรียกร้องความสนใจ
ตอนเด็กๆ เวลามีละครโรงเรียน หรือมีชุมนุมรอบกองไฟ (ที่ลูกเสือต้องออกไปแสดง) อะไรพวกนี้ ผมก็จะพยายามเอาตัวเข้าไปอยู่ในขบวนการนั้น ผมอยากเป็นคนๆ นั้นที่คนอื่นหันมาสนใจ ซึ่งส่วนมากพอเล่นละครเสร็จมันก็จะมีเพื่อนเข้ามาหา ผมก็เลยรู้สึกว่า เออ การแสดงเนี่ยมาทำให้เรามีเพื่อนนะ ผมว่าสิ่งพวกนี้มันประกอบกันมาจนกลายเป็นตัวผมในวันนี้นะ ทั้งการเขียน การวาด และการแสดงครับ

ในประสบการณ์ชีวิตของคุณ อะไรที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ที่สุด
อืมม…วัยเด็กผมมันแย่เยอะมาก เยอะจนผมไม่จำอ่ะ (คิดอยู่นาน) …จำไม่ได้จริงๆ นึกไม่ออกเลย

แล้วความทรงจำด้านดีล่ะ
(ซี้ดปาก) คำถามคุณดีนะ แต่เชื่อมั้ยว่าผมตอบไม่ได้เลย คือชีวิตวัยเด็กผมมันไม่ค่อยดีไง …มันไม่น่าจำ (ทำเสียงเศร้า)

พูดถึงชีวิตการทำงานก็ได้ มันต้องมีเรื่องดีๆ ที่ทำให้คุณมีความสุขบ้างสิ
โอเค ถ้างั้นผมก็ชอบชีวิตช่วงปัจจุบันนี่แหละ ถือเป็นช่วงฮันนีมูนของชีวิตผมแล้ว คือคุณว่าชีวิตคนเรามันจะต้องการอะไรบ้างล่ะ มีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้ กินได้ นอนหลับ คนรอบข้างมีความสุข มีบรรยากาศรอบตัวที่ดี แค่นี้ก็โอเคที่สุดแล้วมั้ง

เวลาต้องเจอกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในชีวิต คุณใช้หลักอะไรจัดการกับมันบ้าง
มีประโยคหนึ่งที่ผมใช้บอกกับตัวเองประจำก็คือ “Bad sometimes good” ซึ่งมันใช้ได้กับงานทุกอย่างที่ผมทำเลยนะ เช่น ในเวลาที่ฉากไม่ได้ดั่งใจ หรือเกิดเหตุอะไรก็ตามที่เราไม่ชอบ ประโยคนี้จะแว้บเข้ามาในหัว แล้วจากนั้นผมก็จะไปต่อของผมได้ กลายเป็นมิสเตอร์โอเค ไม่เหวี่ยงวีนเกินเหตุ คือต้องอธิบายก่อนว่าคนที่ทำโปรดักชั่นใหญ่ๆ เนี่ย เวลาที่มีอะไรไม่ได้ดั่งใจมันจะหงุดหงิดมากครับ

คุณทำโปรดักชั่นเองทุกงานเลยเหรอ
ครับ ผมชอบทำ ชอบลงลึก คือผมรู้สึกสนุกกับการได้ทำสิ่งนี้ อยากรู้ตั้งแต่ว่าบัตรเป็นยังไง ถ้าคนซื้อบัตรนี้แล้วเขาจะได้นั่งเก้าอี้แบบไหน ฯลฯ คือผมจะชอบจินตนาการภาพสำเร็จไว้ในหัวก่อนเลย เหมือนในหนังสือเรื่อง The Secret เป๊ะ (เพิ่งมาอ่านเจอทีหลัง) เวลาทำงานในหัวผมจะเห็นทุกอย่างเป็นฉากๆ เลยนะ เห็นคนดู เห็นตัวเองเดินขึ้นเวที ทำอย่างงั้นอย่างงี้ แล้วจากนั้นก็จะทำทุกอย่างให้มันเกิดขึ้นตามภาพ เป็นสไตล์แบบนี้

คำถามสุดท้าย ในฐานะมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง “มันคงจะดีนะถ้า….”
มันคงจะดีนะถ้า…เราไม่ต้องตอบคำถามนี้ !!!
(จบ)

 

 

 

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สัมภาษณ์โดย : วิสาข์ สอตระกูล
October 7, 2013

http://www.tcdcconnect.com/content/Know-What/5554-Interview-Udom-taepanich

February 28th, 2014

รายการ THE IDOL คุณอุดม แต้พานิช

รายการ THE IDOL คนบันดาลใจ – อุดม แต้พานิช
ออกอากาศ วันที่ 29 พฤศจิกายน 2552 และ วันที่ 6 ธันวาคม 2552
เวลา 23.30 น. โมเดิร์นไนน์ ทีวี

February 28th, 2014

Previous Posts



Categories

Links

Feeds



Support by

ห้างหุ้นส่วนจำกัด พีเอส อินโนเวทีฟ เทคโนโลยี // รับทำงานกลึง กัด เจาะ เชื่อม ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร อะไหล่เครื่องจักรกล ในงานอุตสาหกรรม รับผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ตามแบบทุกชนิด ซ่อม และ ผลิตซีล, เพลา, ชิ้นส่วนของปั๊ม และวาล์ว ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม รับผลิต Mechanical Seal ทุกชนิดตามแบบ รับทำงานแม่พิมพ์ Jig & Fixture งาน Machining

udomteam